หนังสือรวมการ์ตูนชีวจริยธรรม, มนุษย์อนาคต  ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โครงการชีวจิรยธรรมฯ 0-2511-5855-7
 

ชีวจริยศาสตร์คืออะไร

คำว่า 'ชีวจริยศาสตร์' เป็นคำที่แปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า 'bioethics' ซึ่งเป็นชื่อเรียกสาขาวิชาการใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ เพื่อศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ระหว่างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ กับคุณค่าทางจริยะ ชีวจริยศาสตร์เกี่ยวพันอย่างมากกับจริยศาสตร์การแพทย์ หรือ 'medical ethics' ส่วนที่แตกต่างกันอยู่ที่ว่า เนื้อหาของชีวจริยศาสตร์กว้างขวางกว่า และครอบคลุมเอาจริยศาสตร์การแพทย์เข้าไปด้วย เพราะอย่างแรกพูดถึงปัญหาของการทดลองวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้วย ส่วนอย่างหลังพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการแพทย์เป็นหลัก เมื่อเป็นเช่นนี้บางคนจึงมีคำเรียกอีกคำหนึ่ง ได้แก่ 'biomedical ethics' ซึ่งเป็นการจงใจรวมเอาสองอย่างนี้เข้าไว้ด้วยกัน ภาษาไทยอาจเรียกว่า 'ชีวเวชจริยศาสตร์' ในสองด้านที่มาสัมพันธ์กันดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพคงไม่ค่อยมีปัญหามากนักว่าเป็นอย่างไร แต่หลายท่านอาจจะสงสัยว่า 'คุณค่าทางจริยะ' คืออะไร ความจริงคุณค่าทางจริยะก็คือคุณค่าที่การกระทำหนึ่งๆ มี ซึ่งทำให้การกระทำนั้นๆ มีคุณสมบัติ 'ดี' หรือ 'เลว' หรือ 'ชอบธรรม' หรือ 'ถูกทำนองคลองธรรม' เช่น การพูดปดถือกันว่าเป็นการกระทำที่มีไม่ดี ก็หมายความว่าการกระทำนี้มีคุณค่าทางจริยะไปในเชิงลบ ส่วนการช่วยเหลือผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะถือว่าเป็นการกระทำที่ดี หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือมีคุณค่าทางจริยะในเชิงบวกนั่นเอง การกระทำที่จะมีคุณค่าทางจริยะได้ ต้องเป็นการกระทำที่ทำไปโดยมีเจตนา การกระทำที่ไม่มีเจตนาไม่ถือว่ามีคุณค่าทางจริยะ เช่น การไอ หรือจาม ไม่ถือว่ามีคุณค่าทางจริยะ ซึ่งก็คือเราบอกไม่ได้ว่าการไอหรือจามเป็นการกระทำที่ดีหรือไม่ดี เนื่องจากเราไม่ได้ตั้งใจไอหรือจามนั่นเอง การที่หัวเข่าของเรากระเด้งขึ้น เมื่อหมอเอาค้อนยางมาตีที่หัวเข่าก็ไม่มีคุณค่าทางจริยะ ทั้งนี้ เพราะว่าการกระทำที่จะมีคุณค่าทางจริยะได้ จะต้องเป็นการกระทำที่ออกมาจากความรู้สึกตัวว่าตัวเราในฐานะที่เป็นผู้กระทำกำลังทำการนั้นๆ อยู่ ความดีความเลวของการกระทำ เมื่อวิเคราะห์ไปจริงๆ แล้ว ไม่ได้มาจากว่าตัวการกระทำนั้นๆ เป็นอะไร แต่อยู่ที่ เจตจำนง ของเราในการกระทำการนั้นๆ เราทราบว่าความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพทำให้สังคมหรือบุคคลแต่ละคนต้องตัดสินใจว่าควรจะทำอย่างไรดี ปัญหานี้เป็นจุดตั้งต้นของชีวจริยศาสตร์ ตัวอย่างเช่น เมื่อเทคโนโลยีก้าวมาถึงขั้นที่ว่า เราสามารถทำสำเนาพันธุกรรมตัวเราเองได้ก็เกิดปัญหาขึ้นมาว่าเราควรทำเช่นนี้หรือไม่ และสังคมควรจะตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเพื่อหาคำตอบเหล่านี้ ก็คือหัวใจของชีวจริยศาสตร์นั่นเอง บางท่านอาจจะสงสัยว่าชีวจริยศาสตร์จะเป็น 'ศาสตร์' ไปได้อย่างไร เนื่องจากการแสวงหาคุณค่าทางจริยะนั้นดูเผินๆ ไม่ใช่อะไรที่จะชั่งตวงวัดออกมาได้นอกเสียจากมีการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องการเป็น 'ศาสตร์' หมายความว่า จะต้องให้ความจริง แต่เราจะได้ความจริงได้อย่างไรว่าการทำโคลนนิงถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง? การเข้าใจปัญหานี้ให้ถ่องแท้ เป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ชีวจริยศาสตร์ ประเด็นก็คือว่า เราต้องล้มเลิกความคิดที่ว่า ความจริงจะต้องเป็นเรื่องของสิ่งที่วัดได้ชั่งตวงได้เท่านั้น เพราะความจริงเกี่ยวกับคุณค่าทางจริยะไม่ใช่เช่นนั้น และความเป็นศาสตร์ของชีวจริยศาสตร์หรือของปรัชญาโดยรวมก็มาจากการคิดอย่างเป็นระบบ และเป็นไปตามหลักของเหตุผลที่สำคัญก็คือ การตัดสินใจกระทำการใดด้วยการไตร่ตรองอย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วนปราศจากอคติหรือผลประโยชน์แอบแฝง นอกจากนี้การแสวงหาคุณค่าทางจริยะ ก็ไม่ใช่เพียงแค่การสำรวจความคิดเห็น เพราะความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งๆ ก็อาจผิดพลาดได้ ในการทำสำรวจอย่างมากที่เราได้ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า คนกลุ่มที่เราสำรวจมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เช่น การทำโคลนนิงหรือการดัดแปลงพันธุกรรมสิ่งมีชีวิต แต่การสำรวจเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้เรารับรู้ได้ว่า คุณค่าทางจริยะของการกระทำเช่นโคลนนิงเป็นอย่างไรกันแน่ ทั้งนี้ ก็เพราะว่า ประการแรก ผู้คนที่ถูกสำรวจอาจไม่ได้คิดอย่างเป็นระบบเพียงพอว่าเราควรทำอย่างไร และที่สำคัญอีกประการหนึ่งลักษณะข้อความที่เราต้องการเป็นข้อความประเภทที่มีคำว่า 'ควร' อยู่หน้ากริยาหลักของประโยคเช่น "เราควร (หรือไม่ควร) ออกกฎหมายห้ามไม่ให้มีการทำวิจัยเพื่อพัฒนาการทำโคลนนิงมนุษย์ในประเทศไทย" แต่การสำรวจความเห็นทำให้เราได้ข้อความประเภทที่ไม่มีคำว่า 'ควร' อยู่หน้ากริยาหลัก เช่น "คนไทยจำนวนหนึ่งเห็นว่าไม่ควรมีกฎหมายห้ามการทำโคลนนิง" ประโยคนี้บอกแต่เพียงว่า คนไทยจำนวนหนึ่งมีความเห็นอย่างไร แต่ประเด็นของเรื่องอยู่ที่ว่าเราควรหรือไม่ควรมีกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ข้อมูลเชิงสำรวจจึงทำได้แค่ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น การคิดค้นอย่างเป็นระบบเพื่อหาความควรไม่ควรของการกระทำนี้ เป็นสาขาหนึ่งของวิชาจริยศาสตร์ที่เรียกว่า 'จริยศาสตร์ปทัสฐาน' หรือ 'normative ethics' และเนื่องจากชีวจริยศาสตร์เป็นการนำเอาเนื้อหาในวิชาจริยศาสตร์ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญามาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ชีวจริยศาสตร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของ 'จริยศาสตร์ประยุกต์' หรือ 'applied ethics' ซึ่งมีนัยไปในทางการใช้มโนทัศน์หรือทฤษฎีทางปรัชญา มาแก้ปัญหาปัจจุบัน ในการศึกษาเรื่องนี้ จริยศาสตร์มีทฤษฎีสำคัญๆสองหรือสามทฤษฎี เพื่อเป็นหลักในการตัดสินใจ ได้แก่ ทฤษฎีหน้าที่ หรือ 'deontological theory' ซึ่งมีต้นตอจากระบบจริยศาสตร์ของอิมมานุเอลคานท์ นักปรัชญาชาวเยอรมันในคริสต์ศตวรรษที่สิบแปด ทฤษฎีอรรถประโยชน์ หรือ 'utilitarian theory' ซึ่งมาจากจอห์นสจ๊วร์ตมิลล์ นักปรัชญาชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า หรือในระยะหลังนี้นักปรัชญาหลายคนก็ได้ยอมรับอีกทฤษฎีหนึ่งเอาไว้ด้วย ได้แก่ ทฤษฎีคุณธรรม หรือ 'virtue theory' ซึ่งมีรากฐานมาจากระบบปรัชญาของอริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกโบราณ นอกจากนี้ก็มีทฤษฎีอื่นๆ อีก เรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีเหล่านี้มีละเอียดพิสดารเกินกว่าจะบรรยายได้หมดในบทความสั้นๆ ฉบับนี้ ท่านที่สนใจก็โปรดติดตามเรื่องราวจากโครงการของเราได้ ซึ่งมุ่งจะให้ความรู้เหล่านี้แก่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง แต่จะอย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเหล่านี้ก็เป็นเพียงอุปกรณ์ในการคิดแก้ปัญหาของเราเองว่าในกรณีเช่นโคลนนิงหรืออื่นๆ นั้น เราควรตัดสินใจอย่างไร ตัวอย่างของการอ้างอิงทฤษฎี ก็อย่างเช่น ทฤษฎีอรรถประโยชน์มีเนื้อหาไปในทำนองว่า เมื่อเราจะตัดสินใจอะไร เราควรคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดแก่คนหมู่มากเป็นสำคัญ

ดังนั้น ในการคิดว่าเราควรมีกฎหมายห้ามการทำโคลนนิงหรือไม่ เราก็ต้องดูว่าการห้ามกับการไม่ห้าม อะไรจะก่อให้เกิดประโยชน์เช่นว่านี้มากกว่ากัน นักปรัชญาหลายฝ่ายเชื่อว่าทฤษฎีนี้ไม่ถูกต้องเนื่องจากมีหลายกรณีที่มีการกระทำที่ก่อให้เกิดอรรถประโยชน์มาก แต่ไม่ยุติธรรมหรือไม่ถูกทำนองคลองธรรมเป็นต้น เราก็ต้องติดตามกันต่อไป

ทฤษฎีของชีวจริยศาสตร์ข้างต้นมีข้อที่เหมือนกันอยู่คือว่า ทั้งหมดพัฒนาขึ้นในโลกตะวันตก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาว่า เมื่อเราอยู่ในทวีปเอเชียที่ไม่ได้มีประเพณีความคิดแบบตะวันตก เราจะคิดเกี่ยวกับปัญหาชีวจริยศาสตร์อย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นข้อถกเถียงของนักชีวจริยศาสตร์มานานพอสมควรและในปัจจุบันก็มีความพยายามที่จะมองหาทางออกของปัญหาเหล่านี้จากทรัพยากรทางปัญญาของเราเอง เช่น อาจารย์สมภารได้พยายามพัฒนาแนวทางในการแก้ปัญหาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพระพุทธศาสนา เราอาจเรียกแนวทางเช่นนี้ว่า พุทธชีวจริยศาสตร์ก็ได้ จะเห็นได้ว่าชีวจริยศาสตร์มีเรื่องราวซับซ้อนมากพอสมควร และที่สำคัญคือ ไม่ใช่เพียงแค่การสำรวจความคิดเห็นหรือการเสนอความคิดเห็นส่วนบุคคลลอยๆ ออกมาเฉยๆ เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นลักษณะการศึกษาชีวจริยศาสตร์ก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีการร่วมมือจากหลายสาขาวิชา ไม่ใช่เพียงแค่ปรัชญาเท่านั้น เพราะปัญหาที่เกิดจากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพเกี่ยวพันกับเรื่องอื่นๆ อีกมาก ดังนั้น วิชาการเช่น นิติศาสตร์ การบริหารจัดการ สังคมวิทยาพฤติกรรมองค์กร จิตวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ จึงมีบทบาทในเรื่องนี้เสมอเหมือนกันทั้งหมด

(บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อประกอบการจัดอบรมหัวข้อชีวจริยศาสตร์ทางเลือกของสังคมไทยระหว่าง วันที่ 6-9 ธันวาคม2548 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.0-2218-7495)

รศ.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ สถาบันไทยศึกษา จุฬา
 
Glossary of the day
ELSI:Ethical Legal and Social Implication of Science and Technology

คือการศึกษาผลกระทบทางจริยธรรม กฎหมาย และสังคม ที่เกิดจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

     เนคเทคเพื่อสุขภาพดีถ้วนหน้า
     เด็กไร้สัญชาติ
     ตรวจดีเอ็นเอรู้ชะตาชีวิต
     ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านจริยธรรมในโรงพยาบาล
     ตัวอ่อนแช่แข็งเริ่มมากแนะตั้งธนาคารจัดเก็บ พร้อมกรอบชัดเพื่อตั้งครรภ์หรือวิจัย
     สเต็มเซลล์จาก
     ถอดจีโนมสัตว์ถุงหน้าท้องครั้งแรก !! “โอพอสซัม” ดีเอ็นเอคล้ายคน
     อังกฤษเพาะสเต็มเซลล์เป็นลิ้นหัวใจ
     ไบโอเทคส่งชีวสนเทศหนุน"โพสต์จีโนม"
     มหัศจรรย์ ดีเอ็นเอ (DNA) ภาค 2
บาปไฮเทค ดัดแปลงชีวิต ฝืนลิขิตธรรมชาติ

บาปไฮเทค
ดัดแปลงชีวิต ฝืนลิขิตธรรมชาติ
รวมการ์ตูนชีวจริยธรรม

รวมการ์ตูน ชีวจริยธรรม/มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
ภายใต้งานศิลปะการ์ตูน นักเขียนการ์ตูนเป็นกลุ่มคนที่สามารถผลิตงานซีเรียสด้วยความงดงามและอารมณ์ขันได้เสมอ ด้วยมุมมองของเด็ก ๆ หน้าที่หนึ่งของการ์ตูนคือกระตุกความคิดของเยาวชน โดยไม่ต้องสอน

มนุษย์อนาคต

เราขีดเส้นแบ่งชีวิตออกจากความตาย แบ่งสิ่งมีชีวิตกับไม่มีชีวิต และแบ่งสิ่งมีชีวิตด้วยกันในที่สุด...
ด้วยอำนาจของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินทางมาไกล มีทั้งประโยชน์และโทษ รวมเรื่องสั้นจากการประกวด “โครงการชีวจร

การประชุมระดับชาติว่าด้วยชีวจริยธรรม ครั้งที่ 2 ปี 2548 ชีวจริยธรรม: ประเทศไทยบนขบวนเทคโนโลยีในอนาคต

เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว และความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นถูกนำเสนอให้เห็นในสื่อต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน เหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อสังคมไทย ทั้งในเชิงสังคม จริยธรรม และกฎหมาย
พันธุกรรมไม่ใช้ฟ้าลิขิต

ประเด็นเรื่องพันธุกรรมที่ถกเถียงกันได้เสมอคือเรื่อง genetic determinism นั่นคือพันธุกรรมเป็นตัวกำหนดชีวิตของคนเราจริงหรือไม่
ความหวังใหม่ของอัลไซเมอร์?

โคลนนิ่งลูกหมูใส่ยีนอัลไซเมอร์รักษาโรคร้าย

อัลไซเมอร์เป็นโรคร้ายแรงของสมองที่ยังไร้หนทางรักษา ปัจจุบันมียาที่อวดอ้างสรรพคุณว่ารักษาอัลไซเมอร์ได้แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงไม่เป็นที่น่าพอใจ นักวิทยาศาสตร์จึงโคลนหมูที่มียีนอัลไซเมอร์อยู่ในตัวขึ้นมาวิจัยกันต่อ ลักษณะของงานวิจัยเช่นนี้เป็นได้สองแบบ แบบแรกคือนัก
การคัดเลือกพันธุ์มนุษย์

โครงการระบบการดูแลงานวิจัย จริยธรรม และชีวจริยธรรม: ประสบการณ์จากต่างประเทศ

โครงการสำรวจความรู้ ความเข้าใจ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลพันธุกรรมผ่านบัตรประชาชนอเนกประสงค์

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

ELSI:Ethical Legal and Social Implication of Science and Technology

คือการศึกษาผลกระทบทางจริยธรรม กฎหมาย และสังคม ที่เกิดจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

weblink
   
 
โครงการชีวจริยธรรมกับการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์: 0-2511-3452-55, 0-2511-5855-7   โทรสาร: 0-2939-2122   อีเมล์: jiratha@thainhf.org
www.biotec.or.th ŹԸҸóآ觪ҵ